il lust sion : Chapter 5

ร่างเล็กค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปใกล้ แต่เธอไม่มั่นใจว่าตัวเองมีสิทธิ์ทำแบบนั้นได้จริงๆหรือเปล่า ทรัพย์สินมากมายมหาศาล ยศศักดิ์สูงส่งที่ทำให้มิสเตอร์พอลเล็ทนอบน้อมถึงเพียงนั้น รวมถึงแมนชั่นแห่งซีมัวร์ที่สวยงามราวกับพระราชวังของเหล่ากษัตริย์แห่ง อังกฤษ ทุกสิ่งล้วนบอกชัดว่าสเตฟานี่นั้นอยู่สูงขนาดไหน แต่เธอ… เด็กไร้หัวนอนปลายเท้าที่ใช้ชีวิตนับตั้งแต่จำความได้อยู่ในคณะละคร ไต่เต้าจากเด็กสารพัดประโยชน์นานนับปีจนสุดท้ายก็ได้เป็นนักแสดงนำที่ไม่ ต้องทำสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากการจำบทและเนื้อร้องในเพลงใหม่ๆที่มิสเตอร์พอลเล็ทสอนสั่ง ถึงกระนั้น มันก็ไม่ได้ช่วยให้เธอหลุดพ้นจากความต่ำต้อยที่ติดตัวมาอยู่ดี

“ไม่อยากอยู่ใกล้ฉัน… อ้อ เกลียดฉันยังงั้นสินะ” สเตฟานี่หลอกล่อด้วยคำพูดที่เธอรู้ดีว่ามันต้องได้ผลกับเด็กสาวใสซื่ออย่าง แทยอน แต่ก็ยังจงใจใช้สีหน้าราวกับผิดหวังที่แทยอนอิดออดไม่ยอมทำตามข้อเสนอของเธอ ง่ายๆ และเพียงแค่นั้น แทยอนก็ขยับเข้าใกล้จนหยุดยืนอยู่เพียงข้างกายจนเธอจำต้องแอบอมยิ้ม

“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ฉันจะเกลียดคุณได้ยังไง” ร่างเล็กร่ำร้องพลางเอียงคอเพื่อจะมองหน้าสเตฟานี่ให้ชัดๆ เธออยากรู้ว่าสเตฟานี่รู้สึกยังไง อยากรู้ว่าสเตฟานี่รับรู้บ้างหรือเปล่าว่าเธอ…

ชั่วเสี้ยววินาทีที่แทยอนยังคงติดอยู่กับความคิดในสมอง สเตฟานี่ก็ดึงรั้งจนร่างเล็กเสียหลักนั่งลงบนตักของเธอจนได้ รอยยิ้มพึงพอใจฉายชัดจนแทยอนตั้งตัวไม่ทัน เธอไม่รู้สาเหตุของรอยยิ้มนั้น ไม่รู้ว่าสเตฟานี่ดูออกมาตั้งแต่แรกว่าเธอคิดอะไร

“ไม่เกลียด… แล้วชอบมั้ย”

คำถามสั้นๆของสเตฟานี่แปรเปลี่ยนสีขาวใสของแก้มเด็กสาวให้กลายเป็นแดงก่ำได้ อย่างง่ายดาย แทยอนกัดปากอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงตอบรับ แต่แม้มันจะทำให้สเตฟานี่พึงใจ หญิงสาวก็ยังเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้จนดวงตาคมนั้นสบประสานกับดวงตาของร่าง เล็กในระยะที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนอกแทบระเบิด

“มารยาทเบื้องต้นที่เธอควรเรียนรู้นะ ฉันถาม… เธอตอบ… เข้าใจหรือเปล่า” สเตฟานี่จ้องหน้าแทยอนจนได้ยินเสียงตอบรับ เธอเลื่อนปลายนิ้ว ขยับโอบไปตามรอบเอวเล็กๆแล้วก็ดึงเข้าหา กระชับแนบแน่นจนปลายจมูกของเธอเกือบจะฝังลงบนแก้มนุ่มตรงหน้า “เข้าใจแล้วก็ตอบคำถามของฉัน เธอชอบฉันมั้ย แทยอน…”

ร่างเล็กกลั้นหายใจอยู่นาน ทั้งๆที่คำตอบนั้นแสนง่าย เหมือนๆกับที่เธอพูดเสมอว่าเธอชอบแสงไฟ ชอบร้องเพลง ชอบความสวยงาม แต่เพียงแค่สเตฟานี่จ้องเธออยู่ เธอกลับพูดคำนั้นออกมาไม่ได้ “ฉันเคยบอกคุณไปแล้วนี่คะ เมื่อคืนฉันบอกคุณแล้ว”

สเตฟานี่หรี่ตานิดๆ คิดอยู่ในใจว่าเด็กสาวดูจะฉลาดไม่ใช่เล่นๆ แต่เธออยากฟังอีก และเธอก็จะต้องได้ฟังตามต้องการ “ไม่อยากพูดขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้ายังงั้นก็ไม่เป็นไร มันคงฝืนใจเธอ”

ร่างเล็กใจหายวูบเพียงได้ยินน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ เธอเผลอยกมือขึ้นรั้งใบหน้าสวยที่ทำเหมือนจะหันหนี แล้วก็กลั้นใจพูดคำตอบให้สเตฟานี่ได้ฟังชัดๆ “ฉันชอบคุณค่ะ ฉันชอบคุณมากเลย ชอบมากจนอยากอยู่กับคุณตลอดไป”

คำตอบรื่นหูที่บริสุทธิ์ไร้การปรุงแต่งของแทยอนมันน่าฟังจนสเตฟานี่ยิ้ม กว้างขึ้นมาทันที เธอกดปลายจมูกลงบนแก้มของร่างเล็กเบาๆแล้วก็กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก

“รางวัลสำหรับเด็กดีที่สุดของฉัน”

แก้มใสของแทยอนสุกปลั่งด้วยเลือดฝาดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สเตฟานี่ทำให้เธอมีความสุขได้ด้วยทุกการกระทำ คำพูด ท่าทีแสนอ่อนโยนแบบที่เธอไม่เคยได้รับจากผู้ใด เพียงแค่สเตฟานี่กอดเธอ หอมแก้มเธอ พูดว่าเธอเป็นเด็กดี แค่นั้นเธอก็ปีติยินดียิ่งกว่าครั้งที่ได้รับรางวัลจากดยุคและดัชเชสที่ชื่น ชมเสียงร้องของเธอนับพันเท่า

ยิ่งกว่าชอบ… เธอรู้ว่ามันมากกว่านั้น เธอหลงใหลจนอยากเป็นหนึ่งเดียวในสายตาของเลดี้ซีมัวร์ อยากอยู่ใกล้ไม่ห่างหาย อยากสำคัญเหนือใครสำหรับสเตฟานี่

“ฉันทำบ้างได้มั้ยคะ”

คำถามของเด็กสาวฟังดูคลุมเครือจนสเตฟานี่ได้แต่ขมวดคิ้ว เธอคาดว่ามันจะมีคำอื่นตามมา แทยอนอาจจะพูดยังไม่จบ หากแต่แม้จะรอนานเพียงใด เธอก็ไม่ได้ยินเสียงน่าฟังหลุดรอดจากริมฝีปากนั้นอีก สุดท้ายเธอก็จำต้องปรายตาขึ้น นึกอยากรู้ว่าแววตาของแทยอนจะบอกใบ้สิ่งที่เธออยากรู้ได้บ้างมั้ย และตอนนั้นเองที่เธอยิ้มออกอีกครั้ง เพราะสายตาของแทยอนหยุดอยู่ที่ข้างแก้มของเธอ มันบอกได้ทันทีว่าสิ่งที่แทยอนอยากทำคืออะไร “ได้สิ จะหอม จะกอด จะจูบ เธอทำได้ทั้งนั้น”

ปลายนิ้วของแทยอนกดรั้งใบหน้าของสเตฟานี่เข้าหาทันทีที่ได้รับอนุญาต กดเน้นปลายจมูกฝังลงไปเพื่อให้เธอได้สูดกลิ่นของสเตฟานี่ให้ชัดเข้าไปถึง หัวใจ ร่างกายทั้งร่างชาแปลบ ราวกับไม่อาจทนรับความสุขมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นเพียงแค่สเตฟานี่ยินดีให้ เธอได้ทำตามใจปรารถนา ราวกับเธอได้โบยบินขึ้นไปบนฟากฟ้าที่เคยทำได้เพียงเฝ้ามองเท่านั้น

“ฉันชอบคุณ… เลดี้ซีมัวร์”

เสียงกระซิบแผ่วเบาของเด็กสาวที่นั่งอยู่บนตักปลุกเร้าร่างกายของสเตฟานี่ ให้ตื่นตัวขึ้นมาภายในเสี้ยววินาที ท่าทีออดอ้อนแสนบริสุทธิ์แบบที่เธอไม่เคยเจอยิ่งทำให้อยากกอดรัดให้แนบแน่น ยิ่งขึ้น เธอนึกอยากจะดึงรั้งแทยอนให้กลับขึ้นไปบนห้องเสียเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ แต่เธอรู้สึกถึงสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองตรงมา แม้มันจะเลือนหายเมื่อเธอจ้องกลับไป มันก็ยังชัดจนเธอไม่อาจทำเป็นไม่รู้ได้อยู่ดี

“ฉันดีใจนะที่เธอคิดแบบนั้น แต่ตอนนี้เราทานอาหารกันก่อนมั้ย ฉันอยากให้เธอลองชิมของโปรดของฉันดู” สเตฟานี่พูดชักชวนพลางเอื้อมมือคว้าจานอาหารที่ใกล้มือที่สุด แต่มันไกลเกินไป เพราะเธอขยับเก้าอี้ออกห่างจากโต๊ะเพื่อให้แทยอนมานั่งด้วยกัน ร่างเล็กเห็นแบบนั้นก็เตรียมจะหยิบมาให้ แต่กลับไม่ทันเด็กสาวหน้าตาสวยจัดที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่ออำนวยความสะดวก “นี่ค่ะคุณสเตฟานี่ บอกฉันได้นะคะ ไม่ว่าคุณอยากได้อะไร ฉันจะหยิบให้เอง”

สเตฟานี่เพียงยิ้มรับคำเสนอนั้น ก่อนจะเริ่มต้นทานอาหารต่อไปเรื่อยๆ จะมีก็เพียงแค่แทยอนที่เงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวที่ยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะเธออยากอ่านให้ออก ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่หวังดี หรือต้องการเรียกร้องความสนใจของสเตฟานี่ให้หันเหไปจากเธอกันแน่

รอยยิ้มมุมปากกับดวงตาวาววับแสนร้ายกาจมันชัดเจนจนแทยอนมั่นใจทันทีว่าอีก ฝ่ายจงใจทำแบบนั้นเพื่ออะไร ราวกับอีกฝ่ายกำลังพูดใส่หน้าเธอว่าเธอไม่มีทางรู้ใจสเตฟานี่ไปมากกว่าได้ อย่างแน่นอน

นับจากนั้น ร่างเล็กก็เพียงแค่อ้าปากรับยามสเตฟานี่หยิบยื่นอะไรให้ แต่เธอยังรู้สึกได้ถึงสายตาของทุกๆคนที่มองตรงมาทางเธอ รู้สึกได้ถึงรังสีของความไม่ประสงค์ดีรุนแรงของคนเหล่านั้น หรือถ้าหากจะพูดให้ชัด ก็คือเธอรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังอาฆาตมาดร้ายจนขนลุกชัน เธอเริ่มเดาได้ว่าเด็กเหล่านี้คงคาดหวังในความกรุณาแห่งเลดี้ซีมัวร์เหมือนๆ กับเธอ แต่เธอไม่รู้อะไรมากกว่านั้น ไม่รู้ที่มาที่ไปรวมถึงสาเหตุที่เด็กสาวพวกนั้นมีจำนวนมากมายถึงเพียงนี้

สุดท้ายมื้ออาหารก็ดำเนินมาจนใกล้ถึงจุดสิ้นสุด จะเหลือก็เพียงแค่ถาดผลไม้หลากชนิดเพื่อปิดท้ายมื้อเช้าที่ถูกจัดขึ้นในยาม เที่ยงวัน สเตฟานี่ยื่นมือคว้าพวงองุ่นขึ้นมาดึงเม็ดองุ่นสีเขียวสดฉ่ำให้หลุดออกจาก ก้านแล้วก็ยื่นให้แทยอนได้ลองชิม “นี่ปลูกในซัมเมอร์เซทเลยเชียวนะ ลองดูสิ”

ร่างเล็กเอี้ยวคอหันกลับเพื่อให้สเตฟานี่ป้อนให้เธอได้ง่ายๆ แต่รสชาติขององุ่นกลับออกเปรี้ยวผิดกับที่เธอจินตนาการเอาไว้มากนัก ใบหน้าสวยของเด็กสาวเหยเกจนสเตฟานี่หัวเราะลั่น “เปรี้ยวไปเหรอ แต่เอาไปทำไวน์ชั้นเลิศได้เลยนะ”

แทยอนพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ความเปรี้ยวยังคงติดลิ้นจนเธอทำอย่างที่ใจคิดได้ยากเหลือเกิน “มันอร่อยดีค่ะ แต่มันเปรี้ยวมากเลย ฉันนึกว่าจะหวานเสียอีก”

สเตฟานี่ยังคงยิ้มพลางเบนสายตาไปมองพวงองุ่นที่ถูกวางทิ้งลงจาน เธอยอมรับว่ารสชาติของมันนั้นเปรี้ยวจัด แต่เธออยากให้แทยอนชอบมัน เพราะนี่คือองุ่นที่เป็นผลผลิตของเด็กๆของเธอ

“ลองอีกสักลูกสิ รับรองว่าเธอต้องชอบกว่าเดิมแน่”

ปลายนิ้วของสเตฟานี่กดเบาๆเพื่อปลิดขั้วเม็ดองุ่นออกมาอีกลูก แทยอนมองตามแล้วก็ย่นหน้าเพราะยังไม่ลืมรสชาติที่ได้รับ แต่เธอไม่ได้คิดจะต่อต้าน หากสเตฟานี่อยากให้เธอกินมันเข้าไปอีก เธอก็ยินดีทำตามนั้น แต่แทนที่เม็ดองุ่นนั้นจะถูกหยิบยื่นมาให้ สเตฟานี่กลับส่งมันเข้าปากจนแทยอนหันหลังกลับมามองด้วยความประหลาดใจ

“ไหนคุณบอกว่า…”

คำถามใสซื่อถูกกลืนหายลงไปในลำคอทันทีที่สเตฟานี่แนบริมฝีปากจนสนิท เธอใช้ปลายลิ้นส่งเม็ดองุ่นเพื่อป้อนให้แทยอนได้ลองชิมอีกสักครั้ง ร่างเล็กเผลอหลับตาลง ปล่อยให้ลิ้นอุ่นนั้นกดเน้นเม็ดองุ่นจนรสชาติเปรี้ยวจัดแตกซึมอยู่ภายใน แล้วก็ไม่ผิดอย่างที่สเตฟานี่ว่าไว้สักนิด เธอชอบมันมากกว่าเดิม เพียงแค่วิธีป้อนที่สเตฟานี่เลือกใช้เท่านั้นเอง

ช่วงเวลานี้ ความรู้สึกอึดอัดจากการถูกจ้องมองด้วยสายตาอาฆาตถูกลบเลือนไปจนสิ้น ริมฝีปากของเธอขยับเพื่อบดเน้นเข้าหาริมฝีปากของสเตฟานี่ ลิ้นนุ่มเกี่ยวรัดตอบรับแม้จวบจนวินาทีที่เม็ดองุ่นนั้นถูกกลืนหายลงไปในลำ คอ เธอหลงใหลจูบของสเตฟานี่จนไม่อาจถอนตัว ไม่อาจปฏิเสธแม้มันจะเกิดขึ้นต่อหน้ากลุ่มเด็กสาวนับร้อยที่พร้อมจะประกาศ ตัวว่าเกลียดเธอเพียงใด สิ่งที่เธอสนใจในตอนนี้ มันมีแค่จูบ… อ้อมกอด… แล้วก็สัมผัสของสเตฟานี่เพียงผู้เดียว

โชคร้ายที่ยิ่งได้รับ เธอก็ยิ่งโหยหามันมากขึ้น ยิ่งสเตฟานี่อยู่ใกล้ เธอก็ยิ่งอยากแนบชิดร่างกายเข้าหามากขึ้นอีก ราวกับมันไม่พอ ราวกับเธอกำลังต้องการสิ่งนั้นที่สเตฟานี่มอบให้ทั้งคืน

ถ้าเธอไม่อยากเที่ยวเล่น ถ้าเธอต้องการเพียงอ้อมกอดของสเตฟานี่เท่านั้น… มันจะผิดมากมั้ย

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

“เด็กนั่นกล้าดียังไง ฉันอยู่ที่นี่มาสามปีแล้วยังไม่กล้าเลย”

เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางกลุ่มเด็กสาวภายใต้ชุดสีขาว และเพียงแค่จบประโยค เสียงตอบรับก็ดังอื้ออึงต่อๆกันไปด้วยว่าพวกเธอล้วนคิดตรงกัน แม้ที่นั่งของพวกเธอจะอยู่ไกลจนไม่อาจได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนโต๊ะของสเต ฟานี่ แต่เพียงแค่มองก็รู้ว่าเด็กใหม่นั่นคงใช้มารยายั่วยวนเพื่อให้สเตฟานี่เอาอก เอาใจไม่ผิดแน่

“ได้ใจไปเถอะ อีกวันสองวัน เด็กนั่นก็คงไม่มีโอกาสไปนั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว ฉันจะรอดูว่าคุณสเตฟานี่จะหลงยัยเด็กหน้าตาประหลาดๆแบบนั้นไปได้สักกี่วัน” เสียงขึ้นจมูกบอกชัดว่าผู้พูดทั้งจงเกลียดจงชังและพร้อมจะสาปแช่งให้เด็กสาว ข้างกายสเตฟานี่ร่วงหล่นจากสวรรค์เร็วยิ่งขึ้น การพูดคุยถึงเรื่องเครื่องหน้าอันผิดแผกแตกต่างไปจาก ‘เหล่าเด็กสาวแห่งเลดี้ซีมัวร์’ ยังคงแว่วมาจากมุมนั้นมุมนี้ แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงจนอาหารมื้อแรกของวันถูกปล่อยทิ้งให้เย็น ชืด ก็คือการกระทำอันอาจหาญเกินกว่าที่พวกเธอจะยอมรับได้

พวกเธอทุกคนล้วนไม่แตกต่าง เป็นเด็กไร้ค่าผู้โชคร้ายที่ต่อสู้ชีวิตด้วยวิถีของตนเองอยู่ทั่วทั้งเกาะ อังกฤษ จวบจนวันที่แสงสว่างแห่งความหวังจากความกรุณาของเลดี้ซีมัวร์สาดส่องมาถึง เมื่อนั้นเองที่พวกเธอได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรมแสนหวานที่แขวนอยู่บน เส้นด้ายทุกวินาที

สิ่งเดียวที่ยังทำให้พวกเธอไม่รู้สึกเฉกเช่นเดียวกับยามที่ยังไม่ได้ก้าว เท้าเข้าสู่เขตแมนชั่นแห่งซีมัวร์ ก็คือความหวังที่จะถูกสเตฟานี่ ‘เรียกใช้’ ช่วงเวลาสั้นๆที่อาจจะยาวนานเพียงไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจจะล่วงเลยไปจนถึงยามเช้าที่แสงอาทิตย์สาดส่องอีกครา แต่ความสุขล้ำที่เติมเต็มให้ร่างกายและจิตใจอิ่มเอมจนนึกขอบคุณที่ตัวเองยัง มีลมหายใจมันคุ้มค่ามากพอที่พวกเธอจะยังหวัง ยังรอคอยให้เสียงหวานจับใจนั้นเรียกขานชื่อของตนเองอีกสักครั้ง

แต่แม้จะอยากได้รับโอกาสแทบขาดใจ พวกเธอก็ไม่เคยกระทำการใดๆอย่างที่เด็กสาวคนนั้นทำ พวกเธอจะน้อมรับยามที่สเตฟานี่เรียกหา ยินดียามได้รับความกรุณา แต่หาใช่การเรียกร้อง หาใช่การทำตามใจปรารถนาดังเช่นที่พวกเธอได้เห็นไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน มันชัดเจนว่าเด็กนั่นเป็นผู้ขยับกายเข้าใกล้ เป็นผู้จรดปลายจมูกลงบนแก้มสูงค่าของสเตฟานี่ต่อหน้าต่อตาพวกเธอทุกคน

“แต่ฉันว่าบางทีพวกเราอาจจะต้องกังวลก็ได้นะ ไม่สังเกตเหรอว่าเด็กนั่นหน้าตาคล้ายๆยูอันนาที่รักของพวกเราเลย” หนึ่งในเด็กสาวเอ่ยปากขึ้นมาเสียงดังฟังชัดจนได้ยินกันไปถึงสามสี่ช่วงโต๊ะ เสียงพูดคุยทั้งหมดเงียบหายพร้อมๆกับสายตาทุกคู่ที่จ้องมองตรงมายังเด็กสาว ผู้เป็นเจ้าของนาม ‘ยูอันนา’

ใบหน้าของยูอันนาเป็นที่ต้องใจของสเตฟานี่จนใครต่อใครต่างก็รู้กันดี คำชื่นชมจากปากเลดี้แห่งซีมัวร์ที่เอ่ยให้พวกเธอได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการถูกเรียกใช้เป็นกรณีพิเศษทั้งยามกลางวันและ ‘ตลอดทั้งคืน’ ทุกวันอังคาร สิ่งเหล่านั้นล้วนส่งผลให้พวกเธอพร้อมใจกันตั้งฉายาให้ยูอันนาว่า ‘ชั้นหนึ่งคนพิเศษ’ ชนิดไร้ข้อกังขาใดๆมาหลายปี

จำนวนของพวกเธอมีนับร้อย และหนึ่งปีก็มีวันอยู่เพียงแค่สามร้อยกว่าวัน แต่ยูอันนากลับได้รับความกรุณาที่พวกเธอออยากได้รับแทบเป็นแทบตายถึงราวๆห้า สิบคืนเป็นอย่างต่ำ นอกเสียจากช่วงเดียวเท่านั้นที่คืนวันอังคารรวมถึงคืนอื่นๆถูกริบคืนเพื่อ มอบให้ ‘คนที่พิเศษยิ่งกว่าชั้นหนึ่งคนพิเศษ’ ตลอดสามเดือน

ถึงกระนั้น คืนวันอังคารก็ถูกมอบให้ยูอันนาเฉกเช่นที่เคยเป็นนับจากการจากไปของคนพิเศษ ที่ว่ามาเกือบครึ่งปี มันเป็นสัญญาณชัดเจนที่บอกได้ว่าความรักที่สเตฟานี่มอบให้ยูอันนาไม่เคยลดลง มันเพียงหายไปด้วยความหลงใหลชั่ววูบที่สเตฟานี่มอบให้ใครอีกคนเท่านั้น

“โอ… จริงด้วยสิ คล้ายกันมากทีเดียว ทั้งผิวกาย เครื่องหน้า ไม่เหมือนคนอังกฤษอย่างพวกเราสักนิด แบบนี้ท่าทางเด็กใหม่นั่นคงน่ากลัวไม่ใช่เล่นๆ แต่เอาเถอะ ของใหม่จะไปรู้ใจกว่าคนเคยๆได้ยังไงกัน จริงมั้ยล่ะ ถึงว่า… ยูอันนาถึงไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ ก็เป็นคนโปรดที่สุดของคุณสเตฟานี่มาแต่ไหนแต่ไรนี่นะ แต่ระวังไว้บ้างก็ดีนะจ๊ะยูอันนาที่รัก เพราะนับจากนี้ วันอังคารของเธออาจจะหายไปอีกก็ได้ ใครจะไปรู้”

น้ำเสียงค่อนขอดกระแนะกระแหนของเหล่าเด็กสาวแห่งเลดี้ซีมัวร์ดูจะเป็นเรื่อง ธรรมดาไปเสียแล้ว การแก่งแย่งชิงดีเพื่อให้ได้มาซึ่งความกรุณาของสเตฟานี่นั้นเผ็ดร้อนเสมอ เด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งเจ้าของนามยูอันนาเพียงยิ้มบางๆพลางรับประทานอาหาร ของเธอต่อไปตามเดิมราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด เธอไม่คิดจะให้ค่าใดกับคำพูดร้ายกาจพวกนั้นเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าคนเหล่า นี้เป็นอย่างไร หากแม้ผู้ใดได้รับความกรุณาเป็นพิเศษหรือบ่อยครั้งกว่าคนอื่น ผู้นั้นก็จะกลายเป็นแกะดำแสนน่ารังเกียจที่ถูกทิ่มแทงด้วยหอกแหลมแห่งคำ นินทาว่าร้ายแบบเดียวกับที่เธอได้รับอยู่ในยามนี้

แต่ท่าทีเรียบเฉยของยูอันนากลับสร้างความขุ่นเคืองให้เด็กสาวรอบกาย เพราะพวกเธอต่างก็อยากเห็นยูอันนาร้อนใจ ที่จริงมันควรจะเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าจะกระเสือกกระสนสักแค่ไหน พวกเธอก็ได้รับสิ่งที่หวังเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี แต่ถ้าหากสเตฟานี่ค้นพบคนพิเศษคนใหม่ มันก็เท่ากับว่า ความพิเศษของยูอันนาจะต้องถูกลดค่าลงโดยปริยายไม่ใช่หรือ

“นี่เธอหูหนวกตาบอดไปแล้วหรือไง ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่ายัยเด็กนั่นมันจะมาแย่งคุณสเตฟานี่ของพวกเราไปอยู่แล้วนะ”

น้ำเสียงแหลมสูงของหนึ่งในเด็กสาวแผดลั่น แต่มันกลับมีผลมากที่สุดเพียงการปรายตามองสั้นๆไม่กี่อึดใจของชั้นหนึ่งคน พิเศษนามยูอันนาเท่านั้น และนั่นก็ทำให้สายตาร้อนแรงของทุกด้านจดจ้องตรงมายังเธอ ราวกับจะบีบคั้นให้เธอดิ้นพล่านไปพร้อมๆกับคนอื่น

“คุณสเตฟานี่ของพวกเรางั้นหรือ… ไม่หรอก คุณสเตฟานี่อยู่สูงกว่านั้น เธอไม่ใช่ของๆใคร ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่พวกเธอ หรือแม้แต่เด็กคนนั้น” ยูอันนาเอ่ยปากเป็นครั้งแรกพลางวางส้อมในมือลงกับจานเพราะเธออิ่มแล้ว อาหารเช้าที่มาช้าจนน้ำย่อยทำงานอย่างหนักหน่วงมาหลายชั่วโมง รวมถึงบทสนทนาน่าสะอิดสะเอียนพวกนั้นมันทำให้เธอไม่รู้สึกอยากอาหารสักเท่า ไหร่

“ปากดี” เด็กสาวอีกคนจิกสายตาด้วยนึกหมั่นไส้ในคำพูดนั้นของยูอันนาจนทนไม่ไหว “ถ้าเธอไม่แยแสว่าคุณสเตฟานี่จะสนใจหรือไม่จริงๆอย่างที่ทำอยู่ ก็ปล่อยให้คนอื่นเค้าบ้างซี๊ ไม่ใช่ใช้มารยาสาไถหลอกล่อจนได้ครองคืนวันอังคารแบบนี้”

เสียงอือออตอบรับของคนอื่นๆดังต่อเนื่องยาวนานจนยูอันนาทำได้เพียงแค่สูดลม หายใจเข้าไปลึกๆ เธอรอจนทุกคนสงบลงอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปให้จบๆ “มีอยู่สองอย่างนะที่ฉันอยากจะบอก อย่างแรก… ฉันไม่ได้ไม่แยแสว่าคุณสเตฟานี่รู้สึกยังไง แต่ฉันไม่เคยยกตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของคุณสเตฟานี่ก็เท่านั้น และอย่างที่สอง… ฉันไม่ได้ใช้มารยา แต่ที่คุณสเตฟานี่เมตตาฉันมากถึงเพียงนี้ มันเป็นเพราะฉันมีสิ่งคุณสเตฟานี่ต้องการ และพวกเธอก็ทำสิ่งนั้นแทนฉันไม่ได้”

ใบหน้าของเหล่าเด็กสาวแดงก่ำทันทีที่ยูอันนาพูดจบประโยค ความรู้สึกทั้งเจ็บแค้นและเขินอายระคนปนเปจนพวกเธอพูดอะไรไม่ออก พวกเธอเจ็บแค้นที่ยูอันนาพูดจาเหมือนพวกเธอผิดที่คิดเป็นเจ้าของสเตฟานี่ แต่ก็ขัดเขินเพียงแค่คิดถึงสิ่งที่ยูอันนาทำได้แต่พวกเธอทำไม่ได้

มันไม่อาจเป็นสิ่งอื่น แต่มันต้องเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเธออยากขโมยเวลายามที่ท้องฟ้าทอสีเข้มมาจากยูอันนาใจแทบขาดอย่างแน่นอน

ความรู้สึกหนึ่งเดียวที่ยูอันนามีต่อเด็กสาวพวกนี้คือความเวทนาในจิตอาฆาต ที่ก่อตัวจากความริษยา ความรู้สึกร้ายกาจที่ดึงรั้งความบริสุทธิ์แบบที่เด็กสาวทุกคนพึงมีให้ลดต่ำ ลงจนถึงห้วงลึกแสนบ้าคลั่งจากความปรารถนาในสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ตัั้งแต่แรก เพียงแค่ความเมตตาให้ที่หลับนอนสวยงามแบบที่พวกเธอคงไม่อาจเอื้อมหากไม่ได้ พบสเตฟานี่ แค่นั้นมันก็ควรจะเพียงพอได้แล้ว ขอแค่เด็กพวกนั้นยึดถือกฏระเบียบ ทำสิ่งที่ตนควรทำ แค่นั้นก็คงไม่ต้องหวาดกลัวการลดชั้นที่ไม่มีใครต้องการ สเตฟานี่อาจจะไม่ใช่นางฟ้าที่โบยบินลงมาจากสรวงสวรรค์ก็จริง แต่เธอก็ไม่ใช่ปีศาจร้ายที่จะมอบความทุกข์ทรมานให้กับใครที่ไม่ได้ร้องขอ ด้วยความโง่เขลาของตนเอง สเตฟานี่ไม่ว่างถึงเพียงนั้นหรอก หากเธอมีเวลามากมายเช่นนั้นจริง คงมีคนโชคร้ายที่ต้องลงไปอยู่ชั้นสามมากกว่านี้อีกหลายเท่าแน่

การฝ่าฝืนกฏแห่งสเตฟานี่หลายต่อหลายครั้งที่ถูกมองผ่าน เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีคุณค่ามากพอให้สเตฟานี่ต้องใส่ใจ มันมีแค่ไม่กี่เรื่องที่สลักสำคัญสำหรับสเตฟานี่ เรื่องพื้นฐานนี้เท่านั้นที่ทำให้เธออยู่รอดปลอดภัยไร้ความกังวลมาได้นาน ขนาดนี้ หาใช่มารยาร้ายกาจแบบที่คนเหล่านั้นปรักปรำแม้สักนิด

คำพูดของยูอันนาช่วยให้เหล่าเด็กสาวหุบปากได้สนิทอยู่พักใหญ่ เปิดโอกาสให้เธอได้มีโอกาสมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่นั่งอยู่บนตักของสเตฟา นี่ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขคนนั้นโดยไร้เสียงแหลมสูงรบกวนให้รำคาญใจ เธอเฝ้ามองอยู่เงียบๆ แล้วก็ต้องยอมรับว่ามีเรื่องหนึ่งที่เป็นความจริง ใบหน้าของร่างเล็กนั้นละม้ายคล้ายคลึงเธอมากกว่าเด็กสาวคนอื่นๆ บอกชัดว่าต้นกำเนิดของเจ้าหล่อนคงไม่ใช่ชาวอังกฤษดั้งเดิม และนั่นก็ทำให้ความรู้สึกแรกที่เธอมีต่อเด็กคนนั้นแตกต่างออกไปจากที่เธอมี ให้คนอื่นอย่างสิ้นเชิง

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอพูดได้เต็มปากว่าเหล่าเด็กสาวรอบกายคงเข้าใจอะไรผิดก็คือ ความงาม แม้จะมองจากที่ที่ไกลขนาดนี้ เธอก็ยังบอกได้ว่าเด็กคนนั้นสวยมากเพียงใด ทั้งดวงตากลมโต จมูกเรียวได้รูป กับริมฝีปากบางสีแดงอ่อน ซ้ำยังมีรูปร่างเล็กแบบที่ทำให้ดูน่าทะนุถนอมยิ่งกว่าสูงโปร่งแบบเธอหรืออวบ อิ่มอย่างเด็กสาวทั่วๆไป แค่ทุกสิ่งนั้นรวมกัน ก็เป็นเหตุผลที่มากเกินพอจะทำให้สเตฟานี่เอ็นดูจนปล่อยให้นั่งตักอย่างที่ เป็นอยู่แล้ว

แม้เธอจะไม่มั่นใจว่ามีใครสังเกตหรือไม่ แต่เธอบอกได้ว่าความเมตตาของสเตฟานี่ที่มีให้เด็กคนนั้นถือว่ามากกว่าที่ใคร ต่อใครเคยได้รับจากชุดที่เจ้าหล่อนสวมใส่อยู่ในตอนนี้ เธอรู้ว่ามันเป็นชุดของสเตฟานี่ และหากจะมีใครได้รับชุดนั้นมาใส่ หาใช่ชุดสีขาวบริสุทธิ์อย่างของเธอและเหล่าชั้นหนึ่งหรือชุดเก่ามอซอที่ตก ทอดไปถึงชั้นสอง ผู้นั้นย่อมเป็นที่รักของสเตฟานี่เหนือใครอื่น เหนือกว่าเด็กสาวนับร้อยชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาแมนชั่นแห่งซีมัวร์

มันอาจจะเป็นความจริงก็ได้… วันอังคารที่เคยเป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดของเธออาจจะถูกริบคืนเพื่อมอบให้เด็กคนนั้น…

“ยูอันนา”

เสียงเรียกชื่อที่ไม่ได้เจือแฝงความเกลียดชังทำให้ร่างสูงได้สติจนต้องหันไป มองต้นเสียง แล้วเธอก็ได้เห็นว่าเจ้าของเสียงนั้นคือเด็กสาวที่ถูกเรียกใช้ให้ไปดูแลสเต ฟานี่ในวันนี้ เธอได้แต่ส่งเสียงตอบรับ แล้วก็เฝ้ารอว่าอีกฝ่ายประสงค์จะพูดอะไรกับเธอถึงต้องเดินมาหาถึงที่นี่

“คุณสเตฟานี่ต้องการพบเธอ” เด็กสาวพูดสั้นๆก่อนจะหันหลังกลับเพื่อเดินไปประจำที่ของตนเอง ยูอันนานึกแปลกใจ แต่เพียงแค่สบสายตาของหญิงสาวที่เป็นเจ้าชีวิตของเธอ เธอก็ลุกขึ้นจากที่โดยเลือกที่จะมองข้ามสายตาของผู้คนรอบกาย เธอเดินตรงไปเรื่อยๆด้วยสีหน้าเรียบสนิทราวกับไม่รู้สึกถึงความริษยาของ เหล่าเด็กสาวแห่งเลดี้ซีมัวร์เลยแม้แต่น้อย

.
.
.
.
.

ร่างเล็กยังคงนั่งอยู่บนตักของเลดี้ซีมัวร์ของเธอ ถามตัวเองอยู่ในใจว่าเธอควรลุกไปเสียทีหรือเปล่า เพราะเธอได้ยินเต็มสองหูว่าสเตฟานี่เรียกหาคนที่ชื่อยูอันนา ในเมื่อสเตฟานี่อยากพบคนอื่น เธอก็ควรจะไปได้แล้วใช่มั้ย

สุดท้ายแทยอนก็ยันตัวลุกขึ้น สเตฟานี่แปลกใจอยู่สักนิดแต่ก็ไม่ได้ทักอะไรออกไป เพราะถึงแทยอนจะไม่ลุกตอนนี้ อีกแค่ไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอก็ต้องขอให้ลุกอยู่ดี

“ยูอันนา…”

น้ำเสียงของสเตฟานี่ที่ใช้เรียกขานเด็กสาวหน้าตาสะสวยที่เดินตรงเข้ามามัน อ่อนโยนจนแทยอนทำใจให้ไม่รู้สึกอะไรได้ยากเหลือเกิน เธอหลุบหน้าลงต่ำ หากแต่สายตายังคงไม่อาจถอดถอนออกห่างไปจากใบหน้าของคนสองคนนั้นได้จริงๆ

“นี่ฉันจำวันผิดหรือเปล่าคะ ปกติถ้าไม่ใช่วันอังคารฉันก็หายตัวไปจากที่นี่ทุกครั้งนี่นา” ยูอันนาเอ่ยปากหยอกล้อจนสเตฟานี่หัวเราะออกมาเบาๆ หญิงสาวยื่นมือเพื่อดึงให้ร่างสูงย่อตัวให้เธอจูบข้างแก้มได้ถนัด “ดีจริงๆที่ได้พบเธอ ยูอันนาที่รักของฉัน”

หากแม้น้ำเสียงอ่อนโยนจะเลวร้าย จูบข้างแก้มโดยไร้ซึ่งเหตุผลจะทำให้เธอทรมานใจ คำเรียกที่สเตฟานี่ใช้เพื่อเรียกสาวสวยตรงหน้าก็คงเหมือนการปลิดชีวิตเธอไป เลยจริงๆ ร่างกายทั้งร่างของแทยอนชาแปลบ แต่ความรู้สึกที่ได้รับกลับแตกต่างจากตอนที่เธอได้รับอนุญาตให้หอมแก้มสเตฟา นี่ได้ราวกับคนละเรื่อง เธอหายใจแทบไม่ออก ขอบตาร้อนวูบเพียงแค่ได้รับรู้ว่าสเตฟานี่มีคนที่รักอยู่แล้ว

“มีอะไรให้ฉันรับใช้เป็นพิเศษเหรอคะ คราวนี้ถามจริงๆนะ” ยูอันนาถามซ้ำก่อนจะเผยรอยยิ้มสดใสแบบที่ยิ่งทำให้ความงามของใบหน้านั้น เปล่งประกายเจิดจ้าจนเธอไม่อาจทนมองได้อีก แทยอนกลั้นใจเบือนหน้าหนี เพราะเธอไม่ได้เตรียมใจจะรับความเจ็บปวดนี้ ไม่คิดว่าสิ่งที่รออยู่หลังการทานอาหารที่สุขราวกับขึ้นสวรรค์ของเธอจะเป็น สิ่งนี้

“ฉันอยากจะฝากตัวแทยอนไว้กับเธอสักพัก จะรบกวนเธอมากไปมั้ย”

คำตอบของสเตฟานี่ทำให้แทยอนตกใจจนจำต้องหันหน้ากลับ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆสเตฟานี่ถึงจะฝากเธอไว้กับคนอื่น โดยเฉพาะเมื่อคนๆนั้นคือคนที่สเตฟานี่เรียกว่า ‘ที่รัก’ อย่างเต็มปากเต็มคำ หรือว่าสเตฟานี่จะเบื่อเธอแล้วจริงๆ…

แม้แต่ยูอันนาเองก็ประหลาดใจจนเก็บสีหน้าไว้ไม่อยู่ เธอเลิกคิ้วสูงพลางเบนสายตาเพื่อมองหน้าของเด็กสาวที่น่าจะเป็น ‘แทยอน’ ที่สเตฟานี่พูดอยู่เมื่อครู่ให้ชัดๆ “ฝากเหรอคะ… ไม่ได้รบกวนหรอกค่ะ แต่ฉันแค่แปลกใจนิดหน่อย ทำไมถึงเป็นฉันละคะ”

สเตฟานี่ยิ้มกว้างก่อนจะพูดสิ่งที่คิดโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้สักนิด “แทยอนเพิ่งมาถึง แต่ดูเหมือนจะมีเด็กนิสัยไม่ดีคิดร้ายกับเค้าเสียแล้ว ฉันไม่ไว้ใจคนอื่น แต่ฉันไว้ใจเธอ เพราะฉันรู้จักเธอดี”

เพียงแค่สิ้นเสียงของสเตฟานี่ เด็กสาวที่เป็นผู้ดูแลของสเตฟานี่ก็ถึงกับกลืนน้ำลาย เพราะการที่สเตฟานี่เรียกใช้ยูอันนาเพื่อการนี้ทั้งๆที่เธอกำลังปฏิบัติ หน้าที่ของตนเอง นั่นย่อมหมายความว่า สเตฟานี่เห็นว่าเธอเป็นหนึ่งในเด็กนิสัยไม่ดีที่ไม่อาจไว้ใจได้ สเตฟานี่ต้องมั่นใจไม่มากก็น้อยว่าเธอคิดร้ายกับแทยอนไม่ผิดแน่

คำตอบของสเตฟานี่ทำให้แทยอนสับสนจนทำหน้าไม่ถูก เพราะมันฟังดูเหมือนเป็นห่วงเธอ แต่เธอก็แค่ยังไม่อาจทำใจยอมรับยูอันนาได้ด้วยคำเรียกที่สเตฟานี่เลือกใช้ เท่านั้น

มีหรือสเตฟานี่จะไม่รู้ว่าแทยอนรู้สึกอย่างไรนับตั้งแต่ยูอันนาเข้ามาถึง มันอาจจะแปลกที่เธอร้อนใจเพียงแค่เห็นว่าดวงตาของแทยอนแดงก่ำ แต่เธอมีธุระที่ต้องจัดการก่อนจะได้พาแทยอนออกไปชมรอบๆเขตแมนชั่นแห่งซี มัวร์ตามตั้งใจ และเธอก็คงไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้

มือสองข้างเอื้อมออกเพื่อดึงรั้งร่างเล็กมากอดไว้แนบอก ริมฝีปากสีแดงสดจรดลงบนหน้าผาก ทิ้งค้างเอาไว้แบบนั้นนานนับนาที ก่อนจะค่อยๆเลื่อนไล้ลงมาตามเรียวจมูก แล้วก็จบลงด้วยการแนบจนสนิทกับริมฝีปากบางที่เธอหลงใหลมากขึ้นทุกครั้งที่ ได้สัมผัส

จูบบางเบากว่าครั้งใดจบลงรวดเร็วจนร่างเล็กเกือบเผลอยกมือขึ้นรั้ง แต่เธอก็กัดฟันปล่อยให้สเตฟานี่ผละออกห่างด้วยรู้ว่าเธอกำลังจะกลายเป็นเด็ก เสียนิสัย เธอกำลังจะยึดตัวสเตฟานี่ไว้ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีสิทธิ์นั้นเลยแม้แต่นิด เดียว

“ฉันมีธุระนิดหน่อย แต่ฉันจะรีบกลับมา เธอเป็นเด็กดีที่สุดของฉัน รอฉันได้ใช่มั้ย”

สเตฟานี่ยกมือขึ้นแตะไล้แก้มใสของแทยอนอย่างเบามือ และแม้คำตอบในใจของเธอจะปฏิเสธ แม้เธอจะไม่อยากอยู่ห่างจากสเตฟานี่แม้สักเสี้ยววินาทีจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา แต่แทยอนก็ส่งเสียงตอบรับ เพราะเธออยากเป็นเด็กดีที่สุดของสเตฟานี่ หากเธอจะไม่อาจได้เป็นที่รัก ขอแค่เธอยังมีความสำคัญกับสเตฟานี่อยู่บ้าง แค่นั้นก็ยังดี

“ได้โปรด รีบกลับมานะคะ” แทยอนพูดร้องขอด้วยคำที่แสดงท่าทีเอาแต่ใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอก้มหน้าลงต่ำด้วยกลัวว่าน้ำตาของตัวเองจะไหลออกมาจริงๆ

ความร้อนใจที่จางหายไปตอนที่ได้สัมผัสแทยอนเมื่อครู่กลับมารุนแรงอีกครั้ง เพียงแค่ได้ยินน้ำเสียงกับคำพูดร้องขอแสนน่าฟังนั้น เธอเกือบจะตัดใจ เกือบจะปล่อยเรื่องข้าวโอ๊ตเกลือให้จบสิ้นไปเฉยๆ แต่เธอจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าแทยอนจะไม่โดนใครรังแกลับ หลังเธออีก

อีกครั้งที่สเตฟานี่ดึงรั้งแทยอนเข้ามากอดแนบอก ยูอันนาเพียงยืนมองอยู่เงียบๆแล้วก็มั่นใจยิ่งขึ้นหลายต่อหลายเท่าว่าเธอคิด ไม่ผิด ความเมตตาของสเตฟานี่ที่มีให้แทยอนอาจเรียกได้ว่าความรัก นอกเสียจาก… มันจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าแต่กลับจางหายไปเมื่อเราตัดสินใจ เอื้อมมือคว้าขึ้นมาจริงๆ

เธอบอกได้ว่ามันพิเศษ แต่เธอไม่รู้ว่าความพิเศษของแทยอนจะยาวนานสักแค่ไหน เท่านั้นเอง

 

 

 

2 thoughts on “il lust sion : Chapter 5

  1. Nippich Vetiyathakorn says:

    ทดลองอ่านบนมือถือ แจ๋วเลยค่ะ คุณอิง

    ถึงแชป 5 แล้ว ยูนอันนานี่ ยุนอารึป่าวคะ คาแร็คเตอร์ดีจัง น้องแทยังคงใสซื่อและหลอกคนอ่านได้ต่อไปค่ะ ฉลาดที่จะแสดงความรู้สึก และความต้องการของตัวเองได้อย่างเนียนๆเลยทีเดียว ขออ่านแชป 6 ต่อก่อนค่ะ ว่าเลดี้ไว้ใจให้ยูนอันนาดูแลแทยอนจริงๆ หรือ อยากลองใจ

  2. watchrisa257 says:

    องุ่นคงจะอร่อยมากสินะ อยากกินบ้าง
    ยูอันนาเด็กในสังกัดโผล่มาอีกคนแล้ว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s